วันพุธที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

การหาบริเวณแอคทีฟในเอนไซม์อะมิเดสและความสัมพันธ์ทางวิวัฒนาการระหว่างเอนไซม์ที่สลายพันธะ เอไมด์กับเอนไซม์สลายพันธะเพปไทด

การศึกษาก่อนหน้าที่ใช้ตัวยับยั้งหลากหลายจัดเอนไซม์อะมิเดสอยู่ในกลุ่มของซัลไฮดริลเอนไซม์แต่ยังไม่มีการทดลองที่ยืนยันข้อสรุปดังกล่าว คณะผู้วิจัยจึงได้สร้างชุดของการทดลองการศึกษามิวเตชั่นแบบตรงจุดเอนไซม์อะมิเดสของ Rhodococcus rhodochrous J1 ที่เกี่ยวข้องในเมแทบอลิซึมของไนไตร์ลจากผลการทดลองพบว่ารีคอมบิแนท์อะมิเดสที่ผลิตใน Escherichia coli อยู่ในรูปของอินคลูชั่นบอดีซึ่งมีการแยกและทาบริสุทธิ์ต่อมา จากการเปลี่ยนแปลงกรดอะมิโนซีสเตอีนตาแหน่งที่203 (Cys203) ซึ่งคาดว่าเป็นบริเวณแอคทีฟ ของเอนไซม์อะมิเดสเป็นกรดอะมิโนอะลานีน (Aln) พบว่าเอนไซม์มีค่าแอคติวิตีจาเพาะเหลืออยู่ร้อยละ 11.5 จากค่าแอคติวิตีเดิม ในทางตรงกันข้ามการแทนที่กรดอะมิโนในตาแหน่งใกล้เคียงกับกรดอะมิโนซีสเตอีนตาแหน่งที่ 203ส่งผลต่อค่าแอคติวิตีจาเพาะของอะมิเดสมากขึ้น การแทนที่กรดอะมิโนแอสปาติกตาแหน่งที่191 (Asp191) ด้วยกรดอะมิโนกลูตามิก (Glu) สามารถลดค่าแอคติวิตีจาเพาะของเอนไซม์อะมิเดสลดลงเหลือร้อยละ 1.33 ของแอคติวิตีเดิม นอกจากนี้การแทนที่กรดอะมิโนแอสปาติกตาแหน่งที่ 191 (Asp191) ด้วยกรดอะมิโนแอสพาราจีนและการแทนที่กรดอะมิโนเซรีนตาแหน่งที่ 195 (Ser195) ด้วยกรดอะมิโนอะลานีนส่งผลยับยั้งค่าแอคติวิตีอย่างสมบูรณ์ซึ่งดูเหมือนว่าจากจานวนกรดอะมิโนภายในลาดับลายเซ็นในเอนไซม์อะมิเดสทั้งหมดพบว่ากรดอะมิโนที่เกี่ยวข้องกับบริเวณแอคทีฟที่แท้จริงของเอนไซม์อะมิเดสคือ กรดอะมิโนแอสปาติกตาแหน่งที่ 191 และกรดอะมิโนเซรีนตาแหน่งที่ 195 มากกว่ากรดอะมิโนซิสเทอีนตาแหน่งที่ 203และเนื่องจากพันธะเอไมด์(CO-NH2)ในสารตั้งต้นเอไมด์มีโครงสร้างที่ไม่ต่างกันมากจาก
พันธะเพปไทด์ (CO-NH-) และเมื่อเปรียบเทียบลาดับลายเซ็นของเอนไซม์อะมิเดสต่างๆกับบริเวณแอคทีฟของเอนไซม์โปรติเอสจะพบว่ากรดอะมิโนแอสปาติกและกรดอะมิโนเซรีนคือกรดอะมิโนแอสปาติกตาแหน่งที 191 และกรดอะมิโนเซรีนตาแหน่งที่ 195 ของเอนไซม์อะมิเดสจาก Rhodococcus อยู่ภายในลาดับกรดอะมิโนในบริเวณแอคทีฟของเอนไซม์แอสปาติกโปรติเนสซึ่งแสดงถึงความสัมพันธ์ทางวิวัฒนาการของเอนไซม์ทั้งสองกลุ่ม

REF. Proc. Natl. Acad. Sci. USA pp (1997) 94, 11986-11991

วันจันทร์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2555

การเปิดการค้าเสรีของของสมาคมอาเซียนมีผลต่ออาชีพในประเทศไทยเราหรือไม่


คำตอบนั้นก่อน! จะตอบเราต้องดูตัวอย่างของ Eu ของยุโรปก่อน ขนาดยุโรปมีผลกระทบของอัตราการจ้างงานเพียงแค่5%เท่านั้นของการเปิดการค้าทางเสรีของประเทศของเราเพราะการทำงานระหว่างประเทศนั้นเราจำเป็นจะต้องมีคุณสมบัติตามของกำหนดของเขาก่อน เช่น จำเป็นจะต้องได้ใบรับรอง การสอบของภาษา เป็นต้น ดังนั้นเราจึงไม่ต้องกังวลใจว่าจะมีใครมาแย่งงานเรา อาชีพที่สามารถไปทำงานต่อต่างประเทศในข้อตกลงในที่นี้มีเพียงแค่ 7 อาชีพเท่านั้น 7 อาชีพที่ว่าก็คือ
1.หมอ จำเป็นจะต้องมีใบรับรองว่ารักษาแล้วไม่มีคนตาย,ต้องพูดสื่อสารกับคนไข้ได้(เป็นคนในประเทศที่จะไปนะจะได้รักษาถูก)
2.ทันตแพทย์
3.พยาบาล
4.วิศวกรรม ไม่ใช้วิศวะที่จบใหม่แล้วเข้าไปสมัครเลยนะต้องเป็นของบริษัทที่ส่งไปเท่านั้นนะ
5.สถาปัตยกรรม
6.นักสำรวจ น่าจะดีสำหรับคนไทยนะเพราะประเทศอย่างเช่น กัมพูชา พม่า ลาว เป็นต้น ประเทศเหล่านี้เป็นประเทศที่ปิดตัวยังไม่มีการใช้ทรัพยากรอยู่ทำให้มีแหล่งทรัพยากรที่จะสำรวจเป็นจำนวนมากพอสมควร เช่น น้ำมัน แร่ ทอง
7.บัญชี
ซึ่งอาชีพที่กล่าวมานี้นั้นเป็นอาชีพที่ขาดแคลนกันอยู่ในทุกประเทศ


ทำไมเราเห็นชาวต่างชาติมาทำงานในประเทศเราได้ละ?
มี 3 สถานะที่เข้ามา คือ 1.ผู้ลงทุนต่างประเทศ 2.เป็นครูชาวต่างชาติที่แรกเปลี่ยนเข้ามา 3.เป็นแรงงานต่างประเทศเข้ามามาก เพราะจากตัวเลขของอัตราลูกจ้างในประเทศไทยเราลดลงอีกทั้งค่าแรงในประเทศเราสูงขึ้นอีกด้วย

ดังนั้นจึงพอสรุปได้ว่า คนงานต่างที่จะเข้าแย่งงานนั้นโอกาสที่จะทำได้นั้นยากพอควรซึ่งถ้าแย่งได้ก็ต้องเก่งกว่าเรามากๆหรือไม่ก็เจ้าของบริษัทเป็นขาวกัมพูชาเขาก็อาจจะจ้างคนของเขามากกว่าก็เป็นได้อันนี้ต้องระวังมากกว่าเดี๋ยวค่อยติดตามดู

แต่ผลกระทบนั้นมีผลต่อการค้านั้นเป็นส่วนใหญ่มากกว่า เช่น การเปิดตลาดลงทุนเสรี ละเว้นภาษีระหว่างประเทศในกลุ่มกันเอง จัดต้องกลุ่มการส่งออกของวัสดุ(การส่งออกของยางพารา ข้าว ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะทำให้ประเทศในกลุ่มของเรานั้นสามารถตั้งราคาสิ้นค้าส่งออกได้เอง) แต่ผลของกระต่องานของเราก็ยังมีอยู่อย่างเช่น ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในบริษัทเอกชนนั้นสามารถเป็นของชาวต่างชาติได้มีต่อเราคือเมื่อชาวต่างชาติ(กัมพูชา)เป็นเจ้าของบริษัทใหญ่ในไทยทำให้เขาอาจจะใช้แรงงานในบ้านเขาไม่จ้างคนไทย(ถ้าฝีมือเราดีไม่พอ)ก็เป็นได้

จากการเปิดการค้าเสรีนั้นส่งผลกระทบของการเปลี่ยนฐานการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติได้ เพราะประเทศไทยเรานี้ค่าแรงสูงอีกทั้งประเทศเพื่อนบ้านของเรานั้นมีค่าแรงที่ต่ำกว่าและมีทรัพยากรที่ยั้งไม่ได้ใช้อยู่มากมาย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ส่งผลให้มีโรงงานน้อยลงโดยการย้ายฐานการผลิตเท่ากับงานลดลงก็ได้ ตัวอย่างของประเทศที่น่ากลัวของอาเซียน เช่น พม่า(แต่ยังไม่แน่ไม่นอนเพราะยังไม่สงบสาธานูปโภคยังไม่ดีพอ)ประเทศนี้ถ้าเปิดประเทศมีผลดีมากๆคือมีทำเรที่เหมาเป็นประเทศที่เป็นทางผ่านของระหว่างจีนกับอินเดีย(จะมีลักษณะคล้ายกับสิงคโปร์)อีกทั้งยังมีทรัพยากรที่เหลือเฟือที่จะเป็นฐานการผลิตอีก ”น่าไปลงทุนจริงๆเลยประเทศนี้ถ้ามีตังนะ” แต่การย้ายฐานะผลิตนั้นส่วนใหญ่จะเป็นโรงงานที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานฝีมือเป็นส่วนใหญ่

ดังนั้น จำเป็นไหมที่พวกเราจะต้องรับมือกับเหตุการณ์เช่นนี้ โดยการพัฒนาตัวของเราให้มีคุณภาพให้มากขึ้นไปพร้อมที่จะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ เพราะถ้าตัวเรามีคุณภาพดีถ้าเป็นเจ้าของบริษัทจะจ่ายมากเท่าไรก็ไม่จำเป็น

วันอาทิตย์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2555

ที่สวนจิตรลดา

นี้แค่เป็นส่วนหนึ่งของสวนจิตรลดา
โดยที่นี้มีการเข้าชมที่ฟรีครับไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆเลย
ที่นี้มีรับฝึกงานโดยที่มีเป็นศูนย์ให้ความรู้ที่ดีเลย
นี้เป็นส่วนของการทำน้ำมันไบโอดีเซล
เราสามารถดูศึกษาขบวนการทำได้ที่นี้
ขบวนการง่ายโดย
1.นำน้ำมันพืชที่ไม่ได้ใช้มาผลกับ NaOCH3 ซึ่งเป็นเบสที่แรงกว่า โซดาไฟ มีประสิทธิภาพดีกว่า
2.แล้วค่อยเติม ethanol ลงไปเพื่อสร้างพันธะเอสเทอร์ระหว่างกรดไขมันกับethanol แต่ที่ไปไม่ได้ถามเกี่ยวกับว่าต้องเติม ethanol ความเข้มข้น 50-70%ได้หรือไม่ถ้าได้จะดีมากเพราะการใช้ขบวนการที่ทำให้สารบริสุทธิมากจะทำให้เปืองพลังงาน
3.แล้วมันก็เกิดการแยกชั้นของน้ำมันด้านบนและกลีเซอรีนด้านล่างแล้วนำส่วนของน้ำมันไปทำการแยกethanolออกเพราะยังมีalcholอยู่ ส่วนของกลีเซอรีนนำไปใช้ประโยชน์ต่อโดยไปทำเครื่องสำอางต่อได้อีกด้วย
ถ้าเราออกน้ำมันที่ใช้แล้วมากๆมาใช้มันจะใช้ไม่ค่อยได้ดีว่าน้ำมั้นที่ใช้แล้วครั้งสองครั้งเพราะน้ำมันของเราจะถูกเปลี่ยนไปเป็นกลีเซอรีนจนหมดไม่เหลือส่วนของกรดไขมัน
 ที่นี้เป็นโรงสีตัวอย่าง
จากส่วนของข้าวทุกส่วนมีประโยชน์ทุกอย่าง
1.เม็ดข้าวแยกออกมาได้แกลบกับข้าวกล้อง โดยแกลบจะเอาไปทำเป็นถ่านต่อได้แล้วส่วนที่ได้จากการทำถ่านจะเป็นส่วนน้ำสีดำๆเราจะเอาไปทำเป็นปุ๋ยต่อ
2.ข้าวกล้องถ้านำมาทำต่อจะได้เป็นข้าวซ่อมมือกับรำข้าวซึ่งรำข้าวนี้สามารถนำไปทำเป็นอาหารสัตว์ได้ต่อ
3.ถ้านำเอาข้าวซ้อมมือมาทำต่อจะก็จะได้เป็นส่วนของข้าวขาวที่เรากินกับส่วนของจมูกข้าวและปลายข้าวซึ่งส่วนนี้ที่ได้ทางสวนจิตรลดาได้นำไปทำเป็นโจ็กกระป๋องซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ทางสวนจิตร

  จะเห็นได้ว่าไม่มีส่วนที่เหลือออกมาจากข้าวแล้วนำไปทิ้งเลย เช่นเดี่ยวกับผลิตภัณฑ์อื่นๆของทางโรงงานที่นี่ ตัวอย่างนมที่ล้นตลาดทำให้เกิดราคาตกโดยในหลวงของเราได้ทำนมมาทำเป็นนมอัดเมล็ดซึ่งทำให้เก็บปริมาณน้ำนมที่เกินไว้ได้ไม่ให้ทิ้งไป

ที่นี้เป็นส่วนการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อของทางส่วนจิตร ซึ่งเป็นการอนุรักษ์พันพืชไว้

ที่นี้ยังมีอะไรอีกมากมาย